วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

องค์การระหว่างประเทศ



องค์การระหว่างประเทศ

องค์การระหว่างประเทศ เริ่มแรกเกิดจากความร่วมมือของประมุขของประเทศในยุโรปหลังสงครามนโปเลียนสิ้นสุดลง เกิดการประชุมคองเกรสแห่งเวียนนา ( . 1815 ) องค์การระหว่างประเทศจึงเกิดขึ้น ต่อมาเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติขึ้นจัดเป็นองค์การระหว่างประเทศที่ให้ความร่วมมือทั้งทางด้านการเมือง สังคมและเศรษฐกิจ แต่ในปัจจุบันองค์การระหว่างประเทศทำงานเฉพาะด้านเป็นส่วนใหญ่ องค์การระหว่างประเทศทางด้านสังคมมีบทบาทในการวางมาตรฐานการปฏิบัติของรัฐ วางระเบียบกฎเกณฑ์ในการติดต่อระหว่างประเทศ และการให้บริการ ส่วนองค์การระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจ ดูแลให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ เพื่อแก้ปัญหาองค์การระหว่างประเทศทางการเมือง ทำหน้าที่รักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างนานาชาติ
1. ความหมายขององค์การระหว่างประเทศ
องค์การระหว่างประเทศ หมายถึง องค์การที่ประเทศหรือรัฐ ตั้งแต่สองรัฐขึ้นไปรวมกันจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็น กลไกอย่างหนึ่งในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมทั้งสนับสนุนความร่วมมือและพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐสมาชิกและมวลมนุษยชาติ
2. ความสำคัญขององค์การระหว่างประเทศ
การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศเป็นไปด้วยความสมัครใจของรัฐที่จะอยู่รวม
กลุ่มกันโดยมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน องค์การระหว่างประเทศจึงมีความสำคัญดังนี้
2.1 เป็นหน่วยงานที่มีตัวแทนของรัฐมาประชุมพบปะกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหา สันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน
2.2    ดำเนินการร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเวทีสำหรับรัฐต่าง ๆ มาร่วมตกลง
ประสานผลประโยชน์ระหว่างกัน
2.3 รัฐได้รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องสร้างเครื่องมือที่เป็นสถาบันและวิธีการที่เป็นระบบ
การจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศ จึงเป็นทางออกของรัฐในการจัดระเบียบความสัมพันธ์และวางหลักเกณฑ์สำหรับใช้ในการปฏิบัติต่อไป

3. บทบาทขององค์การระหว่างประเทศ
มีบทบาทสำคัญ ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง
3.1 บทบาทขององค์การระหว่างประเทศทางด้านสังคม
องค์การระหว่างประเทศทางสังคม มีหน้าที่และบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาทาง
สังคม วัฒนธรรมและมนุษยธรรม อันเนื่องมาจากความเจริญก้าวหน้าทางอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีเพื่อก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าและดำรงชีวิตอย่างมีความสุขของมวลมนุษยชาติ บทบาทที่สำคัญ มีดังนี้
3.1.1 วางมาตรฐานการปฏิบัติของรัฐในเรื่องเกี่ยวกับกิจการภายในของรัฐ เช่น
สิทธิมนุษยชน แรงงาน
3.1.2 วางระเบียบกฎเกณฑ์ในการติดต่อระหว่างประเทศขึ้น เพื่อให้สามารถ
ติดต่อกันอย่างสะดวก ราบรื่น และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น สหภาพไปรษณียสากล
3.1.3 การให้บริการด้านต่าง ๆ เช่น การให้ข่าวสาร การบรรเทาทุกข์ การช่วยเหลือ
ผู้ประสบภัยพิบัติ การให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย และพิทักษ์สิ่งแวดล้อม
3.2 บทบาทขององค์การระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ
มีบทบาทมุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจของสังคมโลก ส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและให้ปฏิบัติตามกติกา โดยมีบทบาทที่สำคัญดังนี้
3.2.1 เป็นตัวกลางทางการเงิน ตลอดจนอำนวยความสะดวกด้านการเงิน
3.2.2 ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่กำลังพัฒนานำไปลงทุนพัฒนาประเทศ มีกองทุนเงินตราต่างประเทศให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อแก้ไขปัญหา
3.2.3 วิจัยและวางแผน เพื่อหาวิธีแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสังคมโลก และให้มีการ
ปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เหมาะสม
3.2.4 แนะนำการแก้ไขปัญหาเงินตรา วางระเบียบเกี่ยวกับการกำหนดมูลค่าของเงินตรา
3.2.5 ให้ความช่วยเหลือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมทั้งจัดฝึก อบรม

3.3 บทบาทขององค์การระหว่างประเทศทางด้านการเมือง
เป็นบทบาทที่มุ่งเพื่อรักษาสันติภาพและประสานความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิด
ความมั่นคง โดยมีบทบาทที่สำคัญดังนี้
3.3.1 ส่งเสริมให้เกิดสันติภาพและรักษาความมั่นคงร่วมกัน โดยไม่ใช้กำลังและให้
ความสำคัญกับกองกำลังรักษาสันติภาพ ทำหน้าที่รักษาสันติภาพในบริเวณพื้นที่ที่มีข้อพิพาท
3.3.2 ยุติกรณีพิพาทด้วยสันติวิธี โดยวิธีทางการทูต การไกล่เกลี่ย การเจรจา และการ
ประนีประนอม
3.3.3 สนับสนุนให้ดินแดนอาณานิคมได้รับเอกราช ปกครองตนเองด้วยหลักการกำหนดโดยตนเอง
3.3.4 สนับสนุนการลดกำลังอาวุธ และการควบคุมอาวุธ การห้ามทดลองอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน

4. ลักษณะขององค์การระหว่างประเทศ
องค์การระหว่างประเทศจัดแบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะ
4.1 ยึดถือตามบทบาทหน้าที่ในการปฏิบัติงาน เป็นการแบ่งตามภารกิจที่ปฏิบัติในการให้ความร่วมมือ จึงแบ่งออกเป็นองค์การระหว่างประเทศทางสังคม ทางด้านเศรษฐกิจ และทางด้านการเมือง แต่บางองค์การมีเป้าหมายในการดำเนินงานครอบคลุมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ดังเช่น องค์การสหประชาชาติ เป็นองค์การที่มีสมาชิกจากทุกภูมิภาคของโลก และมีบทบาทสูงมากในสังคมโลกปัจจุบัน
4.2 ยึดถือตามพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ เป็นการแบ่งตามลักษณะของการรวมกลุ่มโดยยึดเขตพื้นที่ ของสมาชิกเป็นเกณฑ์ จึงแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ ระดับโลก หรือระดับสากล เป็นองค์การที่มีสมาชิกมาจากเขตพื้นที่โลก ดังเช่น องค์การสหประชาชาติ และองค์การระดับภูมิภาค ยึดหลักเข้ามารวมกันตามข้อผูกพันทางภูมิศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งสมาชิกจะรวมกลุ่มอยู่ในภูมิภาคนั้น ๆ ดังเช่น องค์การอาเซียน เป็นการรวมกลุ่มในเขตพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
5. องค์การระหว่างประเทศทางด้านสังคม
องค์การระหว่างประเทศด้านสังคม หมายถึง หน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่ในการแก้
ปัญหาระหว่างประเทศด้านสังคม วัฒนธรรม และมนุษยธรรม ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในทางสังคมของประชาชาติทั้งปวง องค์การระหว่างประเทศด้านสังคมที่สำคัญมีดังต่อไปนี้
5.1 สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (United Nations High
Commissioner for Refugees : UNHCR) ผู้ลี้ภัย หมายถึงผู้ลี้ภัยจากสงคราม การปฏิวัติและภัยธรรมชาติ รวมตลอดถึงบุคคลบางกลุ่มที่หวาดกลัวว่าจะถูกข่มเหง รังแก หรือถูกจำกัดด้วยเหตุผลของความแตกต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา หรือความคิดเห็นทางการเมือง ไม่อาจยอมรับสภาพความเป็นอยู่บางอย่างได้ จึงเกิดการอพยพออกจากประเทศของตนไปยังดินแดนของประเทศอื่นกลุ่มบุคคลเหล่านี้เรียกว่า ผู้ลี้ภัย
5.1.1 บทบาทและการดำเนินงานของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ
มีบทบาทสำคัญ คือการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัย บุคคลที่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความคุ้มครองในฐานะผู้ลี้ภัย ได้แก่ บุคคลที่ได้รับการพิจารณาแล้วว่าเป็นผู้ลี้ภัย และมีความวิตกว่าอาจจะได้รับอันตรายด้วยสาเหตุทางเชื้อชาติ ศาสนา สัญชาติ และจะยุติการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้คุ้มครองเมื่อมีกรณีต่อไปนี้
1) ได้ใช้สิทธิสืบเนื่องจากความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติของตน
2) ได้รับสัญชาติเดิมคืนมาด้วยความสมัครใจ หลังจากได้สูญเสียสัญชาตินั้นไป
3) ได้มาซึ่งสัญชาติใหม่ และได้รับความคุ้มครองจากรัฐแห่งสัญชาติใหม่ของตน
4) ได้กลับเข้าไปตั้งถิ่นฐานด้วยความสมัครใจในรัฐที่ตนได้จากมา หรือรัฐที่

ตนอยู่ภายนอกอาณาเขตเนื่องจากความหวาดกลัวจากการประหาร
5) ไม่อาจปฏิเสธที่จะได้ใช้สิทธิ สืบเนื่องจากความคุ้มครองจากรัฐแห่ง

สัญชาติของตน เนื่องจากสถานการณ์ที่ทำให้ถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ลี้ภัยได้สิ้นสุดลงแล้ว
6) เป็นบุคคลไร้สัญชาติ ซึ่งสามารถกลับสู่รัฐเดิมที่ตนมีถิ่นฐานพำนักประจำ

ได้ เนื่องจากสถานการณ์ที่ทำให้ถือได้ว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ลี้ภัยได้สิ้นสุดลงแล้ว
5.1.2 วัตถุประสงค์ในการให้ความคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัยมีดังนี้
1) ดำเนินการให้ผู้ลี้ภัยได้มีที่อยู่อาศัยอย่างถาวร
2) ดำเนินการให้ผู้ลี้ภัยได้รับสิทธิอยู่อาศัยในฐานะคนต่างด้าว เพราะเหตุที่
พวกเขาไม่ได้รับความคุ้มครองจากตัวแทนรัฐบาลของประเทศตน
3) ดำเนินการให้ผู้ลี้ภัยได้รับในฐานะ และสิทธิใกล้เคียงกับพลเมืองของประเทศที่ตน
เข้าไปพักอาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในฐานะพลเมือง สิทธิด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
5.1.3 หลักการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย
การปฏิบัติการให้ความคุ้มครองผู้ลี้ภัย แบ่งออกได้เป็น 2 ลักษณะดังนี้
1) ให้ความคุ้มครองโดยทางตรง อันเป็นการให้ความช่วยเหลือกับกลุ่มบุคคล ในกรณีขอลี้ภัยไม่ให้ถูกขับไล่ หรือจากการถูกผลักดันด้วยความไม่สมัครใจ และรวมถึงการออกเอกสารหนังสือเดินทางให้แก่ผู้ลี้ภัย
2) ให้ความคุ้มครองโดยทางอ้อมเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้มีการปรับปรุง ข้อบังคับและกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยให้ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับข้อตกลงกฎหมายระหว่างประเทศ
5.2 องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization : ILO)
การจัดตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เริ่มตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้
เกิดสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสมในโรงงาน และนักวิชาการได้ตระหนักถึงความสำคัญด้านมนุษยธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านความปลอดภัยในการทำงาน ค่าแรงและสภาพการทำงาน ในปี ค.. 1870 สภาแรงงานช่างฝีมือในยุโรปได้ก่อตั้งองค์การระหว่างประเทศเรียกว่า สำนักเลขาธิการสหภาพแรงงานช่างฝีมือ ในปี ค.. 1900 ได้มีการก่อตั้งสมาคมระหว่างประเทศเพื่อตรากฎหมายแรงงาน รณรงค์ให้มีมาตรการด้านแรงงานระหว่างประเทศและแก้ไขสภาพการทำงานที่ไม่เหมาะสม ต่อมาได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศขึ้นเมื่อตั้ง องค์การสหประชาชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ จึงเป็นทบวงการชำนัญพิเศษองค์การแรกขององค์การสหประชาชาติ ในปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 145 ประเทศ
5.2.1 บทบาทและการดำเนินงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
1) การวางรากฐานทางด้านแรงงานระหว่างประเทศ เป็นกิจกรรมหลักของ
องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ทางด้านสิทธิมนุษยชน เช่น ความปลอดภัยในการทำงาน ค่าแรงที่ยุติธรรม และสภาพการทำงานที่เหมาะสม
2) การให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิควิทยาการ คือการช่วยเหลือในการยกร่าง
กฎหมายแรงงานภายในประเทศสมาชิก ให้คำแนะนำในการบริหารด้านแรงงานและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิควิทยาการ ในการปรับปรุงเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิก
3) การให้ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาและฝึกอบรม ในด้านการประเมิน
แหล่งกำลังคน และความต้องการด้านกำลังคน ให้ความช่วยเหลือในการวิเคราะห์ตลาด ให้คำแนะนำด้านแรงงาน จัดให้มีการทดสอบความรู้ด้านวิชาชีพ การวิเคราะห์แรงงาน โดยเฉพาะการฝึกอบรมทางวิชาชีพ มีศูนย์การอยู่ที่เมืองตูริน ประเทศอิตาลี
4) ด้านการวิจัยและข้อมูลข่าวสาร มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านแรงงาน
มีการวิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลของกลุ่มแรงงาน และเผยแพร่ข่าวสารให้กับประเทศสมาชิกในรูปแบบเอกสารและสื่อต่าง ๆ รวมทั้งกฎหมายเพื่อความปลอดภัยและสุขภาพในการทำงาน

5.3 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO)
ศตวรรษที่ 19 องค์การอนามัยโลก ได้เริ่มจัดตั้งขึ้นเมื่อเกิดอหิวาตกโรคระบาดจากการที่ชาวมุสลิมจากแอฟริกาเหนือ เดินทางผ่านยุโรปเพื่อไปแสวงบุญ ณ กรุงเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ทำให้เกิดโรคระบาดอย่างรุนแรง ในยุโรปมีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก ประเทศต่าง ๆ ได้หาวิธีการป้องกัน ฝรั่งเศสได้จัดตั้งสถานีอนามัยในดินแดนตะวันออกกลางและได้ร่วมกันจัดตั้งคณะมนตรีทางอนามัยระหว่าง ประเทศ มีการประชุมกันที่ตุรกี ในปี ค..1907 จัดตั้งองค์การ สาธารณสุขระหว่างประเทศได้ผลสำเร็จเพื่อดำเนินการด้านอนามัย ประกอบด้วย 12 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และเกิดปัญหาสุขภาพอนามัยในปี ค.. 1948 คณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมขององค์การสหประชาชาติได้มีมติจัดตั้ง องค์การอนามัยโลกขึ้นประกอบด้วยสมาชิก จำนวนกว่า 150 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
5.3.1 บทบาทและการดำเนินงานขององค์การอนามัยโลก
1) ต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บ ทำหน้าที่ควบคุมการแพร่ขยายของเชื้อโรคโดยเฉพาะ
อย่างยิ่งโรคระบาด โดยการกำจัด ควบคุมการแพร่ขยายของเชื้อโรค ปรับปรุงสภาวะความเป็นอยู่ที่ไม่เหมาะสมอันเป็นเหตุนำมาซึ่งการเกิดโรคระบาด
2) ด้านการสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก ได้มีบทบาทอย่างมากในการ
ช่วยเหลือด้านการสาธารณสุข คือ พัฒนากิจการของโรงพยาบาลในประเทศต่าง ๆ โครงการฟื้นฟูสมรรถภาพให้แก่ผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นคนพิการ รณรงค์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพอนามัยในการประกอบอาชีพและกำหนดมาตรฐานยาและเคมีภัณฑ์
3) ด้านการให้การศึกษาและอบรม ในด้านการเผยแพร่ความรู้ด้านสุขภาพ
อนามัยโดยให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่บุคลากรด้านการสาธารณสุขให้แก่ประเทศสมาชิก รวมทั้งส่งเสริมให้ความรู้ด้านสุขภาพอนามัยแก่ประชาชนทั่วไป
4) ด้านการวิจัยและข้อมูลข่าวสาร ได้มีการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาด้าน
สุขภาพอนามัย เป็นการวิจัยเกี่ยวกับเชื้อโรคต่าง ๆ วิธีการกำจัดและรักษาโรคและเป็นศูนย์กลางด้านข้อมูลข่าวสารและเผยแพร่ความรู้ด้านการอนามัยโลก
5.4 องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization : FAO)
องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ เกิดขึ้นจากการดำเนินการด้านเกษตร อันเป็นผลมาจากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการและมีการประชุมระหว่างประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตร ในปี ค.. 1905 ได้จัดตั้งสถาบันการเกษตรระหว่างประเทศที่กรุงโรม ประเทศอิตาลีมีบทบาทในการส่งเสริมเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรด้านอาหาร และเป็นศูนย์กลางรวบรวมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการเกษตร
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดปัญหาขาดแคลนอาหารอันเนื่องมาจากภาวะสังคมถึงขั้นต้องมีการแบ่งปันอาหารกัน สหรัฐอเมริกาจึงได้จัดให้มีการประชุมทางด้านโภชนาการเพื่อขจัดความหิวโหยและการบริโภคไม่ถูกหลักวิชาการในปี ค.. 1941 และใน ค.. 1946 สมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้องค์การอาหารและเกษตรเข้าร่วมในองค์การสหประชาชาติ มีประเทศสมาชิกรวม 156 ประเทศ
5.4.1บทบาทและการดำเนินงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ
1) ด้านอาหาร มีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาทางด้านอาหารตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารอันเกิดจากการเพิ่มประชากรของประเทศกำลังพัฒนา จัดทำโครงการอาหารโลกร่วมกับองค์การสหประชาชาติ เพื่อระงับการขาดแคลนอาหารอย่างฉับพลัน และช่วยเหลือชุมชนในการเพิ่มผลผลิตด้านอาหาร และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรรวมถึงการสำรวจภาวการณ์อาหาร และการเกษตรของโลก
2) ด้านการเกษตร มีการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาเพิ่มผลผลิตทางด้านการ
เกษตร การสงวนพืช ผัก ผลไม้ พันธุ์ไม้ และการปศุสัตว์
3) ด้านการประมง ได้มีการรวบรวม และเผยแพร่ข้อมูลด้านการประมง
ปรับปรุงวิธีการและเครื่องมือการประมงให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ศึกษาค้นคว้าสัตว์น้ำที่ใกล้จะสูญพันธุ์ และวิจัยแสวงหาพันธุ์สัตว์น้ำมาเป็นอาหารให้กับประชากรโลก
4) ด้านป่าไม้ ได้มีการส่งเสริมสงวนรักษาป่าไม้ พัฒนาพื้นที่ป่า ส่งเสริมผลิต
ภัณฑ์จากป่า และนำเทคโนโลยีด้านนวเกษตรมาใช้ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมป่าไม้ และได้จัดตั้งคณะกรรมการภูมิภาคเพื่อดำเนินกิจกรรมด้านป่าไม้

5.5 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Educational Scientific and Cultural Organization-UNESCO)
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลงได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศในปี ค.. 1926 มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของกลุ่มประเทศพันธมิตรได้จัดประชุมเพื่อปรับปรุงโครงสร้างระบบการศึกษาของประเทศที่ถูกยึดครองโดยนาซี และค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ประยุกต์ใช้สังคมศาสตร์ให้เกิดประโยชน์ ในปี ค.. 1945 ได้ประชุมจัดตั้งองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ กรุงปารีส มีสมาชิกมากว่า 160 ประเทศ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเสริมสร้างสันติสุข ความมั่นคงของโลก โดยอาศัยการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การติดต่อสื่อสาร รวมถึงกฎหมายสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพ ที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ
5.5.1 บทบาทและหน้าที่ขององค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ มีดังนี้
1) ด้านการศึกษา มีจุดมุ่งหมายที่จะลดจำนวนอัตราผู้ไม่รู้หนังสือ โดยจัดทำ
โครงการต่าง ๆ เพื่อพัฒนาด้านการศึกษาในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การสหประชาชาติ นอกจากนี้ยังส่งเสริมการฝึกอบรมด้านอาชีพ รวบรวมเผยแพร่ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
2) ด้านวิทยาศาสตร์ โดยพยายามที่จะขยายความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้าน วิทยาศาสตร์ ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ สมุทรศาสตร์ อุตุนิยมวิทยา ธรณีวิทยา คอมพิวเตอร์ และไมโครอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนการเผยแพร่เทคโนโลยีใหม่ ๆ ฝึกอบรมผู้เชี่ยวชาญทางด้านต่าง ๆ และพัฒนาหลักสูตรการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์
3) ด้านวัฒนธรรม ได้แก่ การอนุรักษ์มรดกของชาติ โดยการสร้างความตระหนัก
ถึงความสำคัญของวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ทั้งงานศิลปะ สถาปัตยกรรม วรรณคดี หัตถกรรม นิทานพื้นบ้าน ความเชื่อ พิธีกรรม เป็นต้น กิจกรรมในการพัฒนาด้านวัฒนธรรมงานด้านอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมต้องอาศัยความร่วมมือของประชากรทั้งในและระหว่างประเทศ บนพื้นฐานความเท่าเทียมกัน โดยยอมรับว่าวัฒนธรรมของแต่ละสังคมมีความเท่าเทียมกัน
4) ด้านสังคมศาสตร์ ได้จัดทำโครงการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปัญหา
รวมทั้งการแก้ไขปัญหาอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
5) ด้านการสื่อสาร ได้ดำเนินการในการกระตุ้นและส่งเสริมสนับสนุนการใช้
สื่อเพื่อพัฒนาด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์ โดยได้จัดทำโครงการต่างๆ ในการให้ความช่วยเหลือ

6. องค์การระหว่างประเทศด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจในทศวรรษที่ผ่านมาได้ก้าวเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์ เกิดความเจริญอย่างรวดเร็วทางด้านเทคโนโลยีและการสื่อสาร ส่งผลให้การแข่งขันในด้านการค้าระหว่างประเทศมีความรุนแรงมากขึ้น องค์การระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจ จึงมีบทบาทและอิทธิพลในการกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจของสังคมโลก ดูแลให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามกติกาของสังคมโลก ผลักดันให้ใช้นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยม ส่งเสริมเอกชนให้มีบทบาททางเศรษฐกิจ
องค์การระหว่างประเทศทางเศรษฐกิจที่สำคัญ มีดังนี้
6.1 องค์การการค้าโลก (World Trade Organization : WTO)
เป็นองค์การที่ถือกำเนิดในวันที่ 1 มกราคม ค.. 1995 อันเป็นผลมาจากการเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย ภายใต้การประชุมของความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade : GATT) องค์การการค้าโลก มีสมาชิกผู้ก่อตั้ง 81 ประเทศ ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 144 ประเทศ โดยไต้หวันเป็นสมาชิกใหม่ล่าสุดเข้าเป็นสมาชิกเมื่อ วันที่ 1 มกราคม ค.. 2002 องค์การการค้าโลกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีของไทยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการในตั้งแต่ 1 กันยายน ปี ค.. 2002 ถึง ค.. 2005 นับว่าเป็นผู้อำนวยการ WTO คนแรกของเอเชียและของประเทศกำลังพัฒนาที่ก้าวไปมีบทบาทในสถาบันเศรษฐกิจระดับโลก
6.1.1 วัตถุประสงค์ขององค์การการค้าโลก
องค์การการค้าโลกทำหน้าที่ดูแลการค้าโลกให้เป็นไปในทางเสรีและ
มีความเป็นธรรม มีบทบาทหน้าที่ดังนี้
1) เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศสมาชิก
ในรูปของมาตรการภาษีศุลกากร และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร
2) เป็นเวทีให้สมาชิกหันหน้าเข้าหารือ เพื่อแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าและ
หากตกลงกันไม่ได้ก็จะจัดตั้งคณะลูกขุน (Panel) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะ
3) เป็นผู้เฝ้าดูแลสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ และจัดให้มีการทบทวน
นโยบายการค้าของสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ
4) ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูล ข้อแนะนำเพื่อให้
สมาชิกปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนทำการศึกษาประเด็นการค้าที่สำคัญ
5) ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ และธนาคาร โลกเพื่อให้
นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น
6.1.2 หลักการสำคัญขององค์การการค้าโลก
หลักการในการดำเนินงานขององค์การการค้าโลก ทำหน้าที่ดูแลการค้าสินค้า
ครอบคลุมถึงการค้าการบริการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และมาตรการการลงทุนที่เกี่ยวกับการค้า โดยพยายามลดอุปสรรคและมาตรการในการกีดกันทางการค้า หลักการปฏิบัติที่สำคัญมีดังนี้
1) การไม่เลือกปฏิบัติ (Non-Discrimination) ในการใช้มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยการปฏิบัติต่อสินค้าจากทุกประเทศเท่าเทียมกัน (Most favoured Nation Treatment : MFN) การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมและภาษีศุลกากรหรือมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่นำเข้าต้องเรียกเก็บเท่าเทียมกันทุกประเทศ และต้องปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าเท่าเทียมกับสินค้าภายในประเทศ
2) ต้องมีความโปร่งใส เกี่ยวกับข้อกำหนดและมาตรการทางการค้าที่นำมา
บังคับใช้กับสินค้า ประเทศสมาชิกจะต้องพิมพ์กฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรการทางการค้า เผยแพร่ให้สาธารณชนทราบและต้องแจ้งเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบ
3) ใช้ภาษีศุลกากรเท่านั้น (Tariff-only Protection) ในการคุ้มครองผู้ผลิตภาย
ใน ห้ามใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าทุกชนิด ยกเว้นกรณีที่สอดคล้องกับบทบัญญัติขององค์การการค้าโลก
4) ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกัน ทั้งนี้ต้องมีเงื่อนไขใน
การรวมกลุ่มต้องไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อกีดกันการนำเข้าจากประเทศนอกกลุ่ม ต้องไม่กระทบกระเทือนผลประโยชน์เดิมของประเทศนอกกลุ่ม
5) ส่งเสริมการแข่งขันการค้าที่เป็นธรรม แต่ประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษี
และตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนสินค้าเข้าได้ หากมีการไต่สวนตามกฎระเบียบขององค์การการค้าโลกแล้วพบว่าประเทศผู้ส่งออกกระทำการทุ่มตลาดและให้การอุดหนุนจริง ได้ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศ
6) มีกระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้า เมื่อเกิดกรณีมีข้อขัดแย้งทางการค้า ให้เจรจาหารือเพื่อยุติข้อพิพาท หากทำไม่สำเร็จให้นำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการขององค์การการค้าโลก เป็นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่กระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้าระหว่างประเทศ
6.1.3 ประเทศไทยกับองค์การการค้าโลก
ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกอันดับที่ 59 ในค..1995 ไทยได้รับสิทธิประโยชน์หลายประการในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก เช่น ได้รับการลดหย่อนภาษีจากประเทศภาคีอื่น ได้รับความช่วยเหลือด้านข้อมูลวิชาการต่าง ๆ ขณะเดียวกันก็มีข้อผูกพันที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบและยอมรับคำตัดสิน ในกรณีเกิดข้อพิพาททางการค้า การเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกทำให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์ในด้านต่าง ๆ พอสรุปดังนี้
1) มีกฎระเบียบที่รัดกุม โปร่งใส และเป็นธรรม การมีกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก ช่วยส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ค้าและผู้ลงทุน
2) ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้ เนื่องจากมีความโปร่งใสโดยเฉพาะในเรื่องภาคี
3) การส่งออกขยายตัวและตลาดเปิดกว้างมากขึ้น จากการที่ประเทศสมาชิกต้องเปิดตลาดตามพันธกรณี ส่งผลให้การส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทยเดิมต้องประสบปัญหาความผันผวนของราคาในตลาดโลกมาตลอด เพราะไม่มีกฎเกณฑ์การค้าสินค้าเกษตรมากำกับดูแล หลังจากการเปิดเสรีสินค้าเกษตรได้สำเร็จเป็นครั้งแรก ในการเจรจาของ GATT รอบอุรุกวัย ทำให้ไทยเปิดตลาดสินค้าเกษตรได้มากขึ้น โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่น และเกาหลี จำเป็นต้องเปิดตลาดข้าว สหภาพยุโรปต้องเปิดตลาดน้ำตาล ทำให้ไทยมีโอกาสส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มเป็นสินค้าที่จะเปิดเสรีมากขึ้นโดยมีการขยายโควต้านำเข้าในแต่ละปีและจะยกเลิกทั้งหมดในปี ค.. 2005 ซึ่งเป็นโอกาสของไทยที่จะเข้าไปแข่งขันได้
4) มีเวทีร้องเรียนข้อพิพาททางการค้า และมีแนวร่วมต่อสู้กับประเทศใหญ่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม เช่น ไทยเคยถูกกีดกันการนำเข้ากุ้งจากไทย โดยอ้างว่าการจับกุ้งของไทยเป็นอันตรายต่อเต่าทะเล ซึ่งไม่เป็นความจริงไทยจึงร่วมมือกับอินเดีย บราซิลฟ้องสหรัฐอเมริกาผลการตัดสินฝ่ายไทยเป็นฝ่ายชนะ อย่างไรก็ตาม อุปสรรคทางการค้าที่พบในปัจจุบัน ที่ยังคงต้องแก้ปัญหาต่อไปนี้คือ ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว มักจะนำมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร มาเป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้า ดังเช่น สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีต่อต้านการทุ่มตลาดสินค้าไทยหลายรายการ นำเอาเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นข้ออ้างในการตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากรโดยทั่วไป (Generalized System of Preferences : GSP) ตลอดจนนำเรื่องแรงงานและสิ่งแวดล้อมมาผูกโยงกับประเด็นการค้า ญี่ปุ่นก็มีการเข้มงวดด้านคุณภาพ และมาตรฐานสินค้าโดยเฉพาะอาหารต้องติดฉลากสินค้า GMOs หรือปลอด GMOs ส่วนสหภาพยุโรปก็มีมาตรการเข้มงวดเกี่ยวกับนโยบายความปลอดภัยด้านอาหาร การควบคุมมาตรฐานสุขอนามัยและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม
6.2 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF)
เป็นสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นแกนกลางของระบบการเงินระหว่างประเทศ เริ่มดำเนินงานเดือนมีนาคม ค.. 1947 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา
6.2.1 วัตถุประสงค์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศมีฐานะเป็นทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ โดยมีวัตถุประสงค์หลักดังนี้
1) ส่งเสริมให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศมีเสถียรภาพ
และป้องกันการแข่งขันในการลดค่าเงิน
2) ช่วยแก้ไขปัญหาขาดดุลการชำระเงินของประเทศสมาชิกเพื่อมิให้
ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลก
3) ดูแลให้ประเทศสมาชิกมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีเสถียรภาพ
4) อำนวยความสะดวกและส่งเสริมการขยายตัวทางการค้าระหว่าง
ประเทศอย่างสมดุลเพื่อให้เกิดการจ้างงาน รายได้และพัฒนาการผลิตในระดับสูงรวมทั้งการพัฒนาทรัพยากรที่มีอยู่ของประเทศสมาชิก
6.2.2 เงื่อนไขในการขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ
เมื่อประเทศสมาชิกประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างรุนแรงถึงขั้นต้องขอ
ความช่วยเหลือผู้กู้จะต้องทำความตกลง เกี่ยวกับแผนการปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐกิจ หลักการสำคัญที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศใช้เป็นเงื่อนไขกับประเทศผู้ขอกู้ สรุปได้ดังนี้
1)การทำให้ระบบเศรษฐกิจและการเงินมีเสถียรภาพทั้งภายในและต่างประเทศ (Stabilization) โดยการลดการขาดดุลการชำระเงินดุลบัญชีเดินสะพัด และการดำเนินการให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราที่เหมาะสม
2) การสนับสนุนแนวคิดการเปิดเสรีทางด้านการเงินและการค้าระหว่างประเทศ (Liberalization)
3) การผ่อนคลายกฎระเบียบที่เข้มงวด (Deregulation) สำหรับธุรกิจบางประเภท เพื่อปล่อยให้กลไกของตลาดทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
5) การโอนกิจการของรัฐให้แก่เอกชนเป็นผู้ดำเนินการแทน(Privatization)
6.3 ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (The International Bank for Reconstruction and Development : IBRD) ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาหรือ ธนาคารโลกมีเป้าหมายให้ประเทศสมาชิกได้กู้ยืมเงินทุนเพื่อใช้ในการดำเนินโครงการบูรณะและพัฒนาประเทศ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการเกี่ยวกับโครงการ ลงทุนเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ สำนักงานตั้งอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี สหรัฐอเมริกา
6.3.1 วัตถุประสงค์ การดำเนินงานของธนาคารโลกมีดังนี้
1) เพื่อฟื้นฟูบูรณะและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก โดย
การให้กู้ยืมเงินระยะยาวในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนต่าง ๆ
2) เพื่อส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชนธนาคารโลกจะช่วยเหลือส่งเสริมโดยเป็นผู้ค้ำประกันการลงทุน หรือร่วมกับองค์กรอื่น ในการกู้ยืมของเอกชน
3) เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประทศให้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
6.3.2 หลักการพิจารณาเงินกู้แก่ประเทศสมาชิก
ก่อนที่จะให้เงินกู้ธนาคารโลกจะศึกษาระบบเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกเสีย
ก่อนเพื่อพิจารณาโครงการที่มีความสำคัญอันดับสูง หากประเทศสมาชิกมีปัญหาในการจัดหา และเตรียมโครงการที่ เหมาะสม ธนาคารจะส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้ความช่วยเหลือ โดยจะส่งผู้แทนออกไปสำรวจและวิเคราะห์เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกอย่างสม่ำเมอ หลังจากมีการเสนอโครงการอย่างเป็นทางการและธนาคารโลกได้พิจารณารายละเอียดทางด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ และการเงิน ธนาคารโลกอาจมีการปรับปรุงแก้ไขโครงการเพื่อลดค่าใช้จ่ายเพิ่มประสิทธิภาพ ปรับปรุงระบบบริหารงานเพิ่มหรือลดขนาดของโครงการให้เหมาะสม
6.4 ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (The Asian Development Bank : ADB)
ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียเป็นสถาบันการเงินเพื่อการพัฒนาประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย ดำเนินการเมื่อปี ค.. 1966 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมะนิลา มีสมาชิก 56 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศนอกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้ว วัตถุประสงค์
1) เพื่อการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ และความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียและตะวันออกไกล
2) ช่วยเร่งรัดพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่กำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชีย
6.4.1 บทบาทการดำเนินงานของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย
1) มีบทบาทในการช่วยเหลือและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและ

สังคมของประเทศสมาชิก โดยให้ความสำคัญกับโครงการพัฒนาด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือทางวิชาการทั้งในลักษณะการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและการให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ แก่สมาชิก
2) บทบาทด้านความร่วมมือของประเทศสมาชิก โดยสมาชิกร่วมลงทุนด้วย
เงินทุนจดทะเบียนการค้า เงินทุนบริจาคจากประเทศสมาชิก และเงินกู้ยืมโดยการออกพันธบัตรเพื่อจำหน่ายในตลาดทุนระหว่างประเทศ นับเป็นความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือแก่กลุ่มประเทศในเอเชียเมื่อเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจ
6.5 องค์การตลาดร่วมยุโรป (Common Market) ประชาคมเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Community : E.E.C) และสหภาพยุโรป (European Union: E.U)
สหภาพยุโรปได้พัฒนามาจากแผนการชูมอง ประกอบด้วยสมาชิก 6 ประเทศประกอบด้วย เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก อิตาลี เยอรมนีตะวันตก และฝรั่งเศส ให้ชื่อว่า องค์กรชุมนุมถ่านหินและเหล็กกล้าของยุโรป (The European Coal and Steel Community = ECSC) ก่อตั้งเมื่อปี ค.. 1950 ต่อมาในปี ค.. 1957 ลงนามในสนธิสัญญากรุงโรม มีการรับสมาชิกเพิ่มอีก 6 ประเทศ คือสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ เดนมาร์ก กรีซ สเปน และโปรตุเกส รวม 12 ประเทศ ใน ค.. 1991 ผู้นำประเทศยุโรป 12 ประเทศ ได้ร่วมประชุมที่เมืองมาสทริคซ์ (Masstricht) ประเทศเนเธอร์แลนด์มีข้อตกลงเกี่ยวกับรูปแบบขของความร่วมมือด้านการเงิน การเมือง ต่อมาในปี ค.. 1995 ได้พิจารณารับสมาชิกใหม่เพิ่ม 3 ประเทศ คือ ออสเตรีย สวีเดน และฟินแลนด์ รวมสมาชิกภาพของสหภาพยุโรป 15 ประเทศ
6.5.1 การร่วมใช้เงินสกุลยูโร
เมื่อเดือนพฤษภาคม ค.. 1998 ผู้นำประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 15
ประเทศ ได้จัดการประชุม ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม มีมติเห็นชอบ 3 ประเด็น ดังนี้
1) สมาชิก 11 ประเทศนำร่อง ประกอบด้วยสมาชิกสหภาพยุโรปทุก
ประเทศ ยกเว้น สหราชอาณาจักร เดนมาร์ก สวีเดน และกรีซ จะเริ่มใช้เงินยูโรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.. 1999
2) กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างกัน มีเงินสกุลยูโรเพียงสกุล
เดียว คือเงินสกุลยูโร (European Currency Unit : ECU)
3) ให้มีธนาคารกลางของสหภาพยุโรป (European Central Bank :
ECB) มีที่ทำการอยู่ที่เมืองแฟรงเฟิร์ต ประเทศเยอรมนี เพื่อบรรลุการมีเงินตราสกุลเดียวกันในปี ค.. 1999 ประเทศสมาชิกจะต้องสามารถปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ซึ่งพิจารณาจากการขาดดุลงบประมาณไม่เกินร้อยละ 3 ของรายได้ประชาชาติมวลรวมภายในประเทศเงินเฟ้อไม่เกินร้อยละ 1.5 ของอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของ 3 ประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำสุด หนี้สาธารณะต้องไม่เกินร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ จากเงื่อนไขดังกล่าวทำให้กรีซไม่สามารถผ่านเกณฑ์ได้ ส่วนอังกฤษ เดนมาร์กและ สวีเดนไม่ยอมเข้าในรอบแรก เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยังมีท่าทีต่อต้านและไม่เห็นด้วยเพราะเห็นว่าจะเป็นการเสียอธิปไตยทางการเงิน ดังนั้นนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค..1999 ประเทศสมาชิก EU 11 ประเทศ จึงได้ประกาศใช้เงินตราสกุลเดียวกัน ซึ่งมีชื่อว่า เงินยูโร (EURO) เป็นตัวแทนชื่อเงินสกุลใหม่ของโลก ต่อมาวัน ที่ 1 มกราคม ค.. 2001 ประเทศกรีซได้ประกาศเข้าร่วมรวมเป็น 12 ประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.. 2002 สมาชิก EU 12 ประเทศเริ่มใช้เงินยูโรทั้งในรูปเงินเหรียญ และธนบัตร
6.6 สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (The Association of Southeast Asian Nations : ASEAN)
ก่อตั้งในปี ค.. 1967 มีสมาชิกได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และไทย ได้ลงนามในปฏิญญากรุงเทพ ต่อมา บรูไน เวียดนาม ลาว พม่า เข้ามาเป็นสมาชิก และกัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกของอาเซียนเมื่อปี ค.. 1999 ทำให้อาเซียนเป็นองค์กรของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างแท้จริง ประเทศสมาชิกมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม เชื้อชาติ ศาสนา และประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอินโดจีน ซึ่งเคยเป็นปรปักษ์กันทางการเมืองในยุคสงครามเย็น เข้ามาเป็นสมาชิกสมดังเจตนารมย์ของผู้นำในการก่อตั้ง และรอการเข้ามาเป็นสมาชิกอันดับที่ 11 ของ ติมอร์ตะวันออกในโอกาสต่อไป อาเซียนมีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย
6.6.1 วัตถุประสงค์ของอาเซียน มีสาระสำคัญดังนี้
1) เพื่อเร่งรัดความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางสังคม และ
วัฒนธรรมของภูมิภาค
2) เพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค ยึดมั่นในหลักการของ
สหประชาชาติ
3) ส่งเสริมให้มีความร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องผลประโยชน์
ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และการบริหารอย่างจริงจัง
4) เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝึกอบรม การวิจัยในด้านการศึกษาวิชาชีพ และการบริหาร
6.6.2 ประเทศไทยกับอาเซียน
ประเทศไทยในฐานะที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งอาเซียน ไทยได้รับ
ประโยชน์จากอาเซียนในด้านต่าง ๆ ดังนี้
1) ด้านการเมืองและความมั่นคง ไทยได้ใช้กลไกของอาเซียนในการรักษาอธิปไตยของ ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในช่วงของสงครามเย็น โดยเฉพาะหลังจากที่สหรัฐอเมริกาถอนทหารออกจากเวียดนาม การยึดครองกัมพูชาของเวียดนาม ทำให้ประเทศกลุ่มอาเซียหันมาร่วมมือกันมากขึ้น โดยมีไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญเนื่องจากเป็นประเทศในกลุ่ม อาเซียนที่มีพรมแดนติดกัมพูชา อาเซียนสามารถร่วมกันผลักดันในกรอบของสหประชาชาติและเวทีระหว่างประเทศอื่น ๆ จนสามารถกดดันให้เวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชา พลังความร่วมมือของอาเซียนก่อให้เกิดสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
2) ด้านเศรษฐกิจ ไทยได้มีส่วนเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจภายใน
กลุ่มอาเซียน และกลุ่มอินโดจีนอย่างจริงจัง เห็นได้จากนโยบายเปลี่ยนสนามรบให้เป็นตลาดการค้าแสดงให้ถึงวิสัยทัศน์อันยาวไกลของผู้นำไทยในการที่จะพัฒนาเศรษฐกิจ และศักยภาพของประเทศในภูมิภาคนี้ เนื่องจาก 10 ประเทศอาเซียนรวมกันเป็นตลาดใหญ่ มีประชากรถึง 500 ล้านคน มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์และมีแรงงานขยันขันแข็งที่เอื้อต่อการลงทุนเพื่อการผลิต
3) ด้านสังคม ไทยนับว่ามีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง
ประเทศสมาชิก เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในภูมิภาคเอเชียให้ได้รับการศึกษา การฝึกอบรม มีสุขภาพสมบูรณ์มีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่นคง
การดำเนินงานด้านการศึกษา ไทยได้ร่วมมือกับประเทศอาเซียนตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (ASEAN University Network) ในด้านสาธารณสุขไทยและสมาชิกอาเซียน มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านเภสัชกรรม ในส่วนของเยาวชนไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อเยาวชน เช่น การให้ความรู้ด้านเกษตรกรรมสำหรับเยาวชนในชนบท โครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ซึ่งเป็นโครงการร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อสร้างความเข้าใจอันดี ไทยยังได้ริเริ่มจัดตั้งศูนย์อบรมเจ้าหน้าที่ปราบปรามยาเสพติด และโครงการควบคุมโรคเอดส์ร่วมกับอาเซียน อีกทั้งยังผลักดันให้อาเซียนยกระดับความร่วมมือด้านพัฒนาสังคม โดยเฉพาะการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 ของไทย
ภายหลังจากการเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในไทย ซึ่งได้ขยายไปยังประเทศอื่น ๆ ไทยได้เสนอการจัดทำโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets) ที่จะให้อาเซียนร่วมกันแก้ไขผลกระทบทางด้านสังคม มีการจัดตั้งมูลนิธิอาเซียนเพื่อส่งเสริมแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชนในกิจกรรมต่าง ๆ ของอาเซียน

6.7 เขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA)
เขตการค้าเสรีอาเซียน เกิดจากการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 4 เมื่อเดือนมกราคม ค.. 1992 ณ สิงคโปร์ ผู้นำอาเซียนได้มีมติเห็นสมควรจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ขึ้น ตามข้อเสนอของนายอานันท์ ปัณยารชุน นายกรัฐมนตรีของไทยและได้มีการลงนามในกรอบความตกลงขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตกลงอัตราภาษีพิเศษที่เท่ากัน สำหรับ อาเซียนและการเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันให้แก่สินค้าอาเซียนในตลาดโลก รวมทั้งจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน
6.7.1 วัตถุประสงค์ของเขตการค้าเสรีอาเซียน

1) เพื่อให้การค้าขายภายในอาเซียนเป็นไปโดยเสรี มีอัตราภาษี ต่ำสุด และปราศจากข้อจำกัดที่มิใช่ภาษี
2) เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาลงทุนในอาเซียน
3) เพื่อเสริมสร้างสถานะการแข่งขันของอาเซียน
4) เพื่อรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าโลกที่จะเสรียิ่งขึ้น
6.7.2 เป้าหมายของเขตการค้าเสรีอาเซียน
ประเทศสมาชิกจะต้องลดภาษีนำเข้าระหว่างกันให้เหลือร้อยละ 0.5ภายใน 15 ปี (เริ่ม ค..1993) รวมทั้งยกเลิกมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีศุลกากร จากเดิม 15 ปี ให้เหลือ 10 ปี ให้เสร็จสิ้นภายใน ค.. 2003 สินค้าที่อยู่ในกลุ่มการดำเนินการลดภาษี ได้แก่ ประเภทสินค้าเร่งลดภาษี มี 15 สาขาสินค้ามีกว่า 100 รายการ ที่เร่งลดภาษีภายในเดือนมกราคม ค.. 2000 ดังเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ ประเภทสินค้าลดภาษีปกติ ลดภาษีลงภายใน 10 ปี ภายในเดือนมกราคม ค.. 2003 ประเภทสินค้ายกเว้นชั่วคราว จะทยอยนำมาลดภาษีภายใน 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ ค.. 1996-2003 ทั้งสินค้าอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมแปรรูปและไม่แปรรูป ส่วนสินค้าอ่อนไหว ได้แก่ สินค้าเกษตรไม่แปรรูปจะลดภาษีลงตั้งแต่ ค.. 2001 ยกเว้นข้าวและน้ำตาล ที่จะใช้มาตรการพิเศษโดยเฉพาะ
6.8 องค์การของประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก(Organization of Petroleum Exporting Countries : OPEC)
องค์การโอเปคก่อตั้งขึ้นในปี ค.. 1960 เกิดจากความเคลื่อนไหวของประเทศที่ผลิตน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก 5 ประเทศ คือ อิหร่าน อิรัก คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และ เวเนซุเอลา ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์การของประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าออก มีสำนักงานเลขาธิการตั้งอยู่ที่ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ต่อมาได้ย้ายไปตั้งที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ปัจจุบันสมาชิกโอเปคเพิ่มเป็น 13 ประเทศ จากทวีปต่าง ๆ ตามลำดับดังนี้
1. ทวีปเอเชีย จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก คูเวต กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรต และอินโดนีเซีย
2. ทวีปแอฟริกา จำนวน 4 ประเทศ ได้แก่ ลิเบีย ไนจีเรีย กาบอง และ แอลจีเรีย
3. ทวีปอเมริกาใต้ จำนวน 2 ประเทศ ได้แก่ เวเนซุเอลา และเอกวาดอร์
ต่อมาในปี ค.. 1992 มีประเทศสมาชิกถอนตัวออก 2 ประเทศ คือ แอลจีเรีย และ กาบอง เนื่องจากไม่พอใจการจัดสรรโควต้าที่ไม่เป็นธรรม
6.8.1 วัตถุประสงค์ของโอเปค
1) เพื่อปกป้องพิทักษ์ผลประโยชน์ทั้งปวงของประเทศสมาชิก
2) เพื่อรักษาราคาน้ำมันให้มีเสถียรภาพ
3) เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้อย่างสม่ำเสมอสำหรับประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ในขณะเดียวกันก็จัดหาน้ำมันให้แก่ชาติที่ซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพและสม่ำเสมอ
6.9 ความตกลงทางการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement : NAFTA)
เป็นเขตการค้าเสรีที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก ก่อตั้งขึ้นในเดือนมกราคม ค.. 1992 ต่อมาชิลีได้เข้าเป็นสมาชิกเมื่อต้นปี ค.. 1996 พร้อมกับขยายความร่วมมือไป ครอบคลุมด้านอื่น ๆ เช่น พลังงาน บริการทางการเงิน การขนส่ง การลงทุน โทรคมนาคม กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา สิ่งแวดล้อม และปัญหาพลังงาน
6.9.1 วัตถุประสงค์ของเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ
1) ร่วมมือทางเศรษฐกิจด้วยการกำจัดภาษีศุลกากร ที่เป็นอุปสรรคทางการค้า
ในเวลา 5 ปี โดยให้มีการยกเว้นภาษีศุลกากรในสินค้าบางประเภท และค่อย ๆ ลดภาษีจนไม่เก็บอีกต่อไปภายในเวลาที่กำหนด
2) ส่งเสริมให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม และขยายโอกาสในการลงทุน จัดตั้ง
กลไกการยุติข้อพิพาททางการค้าที่ยุติธรรม
3) คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา
ประเทศที่ได้รับประโยชน์จากเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือมากที่สุดคือ เม็กซิโก เพราะประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ซึ่งสามารถฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา แต่สหรัฐอเมริกาก็ได้รับผลประโยชน์ สามารถแก้ปัญหาแรงงานอพยพจากเม็กซิโก และมีตลาดสินค้าที่แน่นอน ส่วนแคนาดาสามารถหาแหล่งแรงงานและวัตถุดิบราคาถูก ซึ่งใช้เป็นปัจจัยการผลิตสนับสนุน อุตสาหกรรมในประเทศ ประเทศไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าต่อเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นตลาดสำคัญอันดับ 2 ของไทยรองจากญี่ปุ่น ในปี ค.. 1996 ไทยส่งออกประมาณร้อยละ 19.2 ของมูลค่าส่งออกรวม โดยมีสินค้าสำคัญคือ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า อาหารกระป๋อง กุ้งแช่แข็ง อัญมณีและเครื่องประดับ รองเท้าและชิ้นส่วน ตลอดจนเครื่องรับวิทยุและส่วนประกอบ
6.10 ความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก(Asia Pacific Economic Cooperation : APEC)
ก่อตั้งขึ้นในปี ค.. 1989 จากข้อเสนอของนายบ๊อบ ฮอว์ก (Bob Hawke) อดีตนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียโดยได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ จนกลายเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีประชากรร่วมกันมากที่สุดกว่า 2,000 ล้านคน ครอบคลุม 3 ทวีป คือ เอเชีย ออสเตรเลีย และอเมริกา มีสมาชิกเริ่มก่อตั้ง 12 ประเทศ ได้แก่ กลุ่มประเทศอาเซียน 6 ประเทศ ( บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ) และ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ต่อมาจีน ฮ่องกง ไต้หวันเข้าเป็นสมาชิกในปี ค.. 1991 เม็กซิโก ปาปัวนิวกีนี ค.. 1993 ชิลี ค.. 1994 เวียดนาม เปรู รัสเซีย ค.. 1998 รวมเป็น 21 ประเทศ และมีสำนักเลขาธิการ APEC ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์
6.10.1 วัตถุประสงค์ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
1) สนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกและของโลก
2) พัฒนาและส่งเสริมระบบการค้าพหุพาคี บนรากฐานการเปิดเสรีการค้า
3) ลดอุปสรรคการค้าสินค้าและการค้าบริการ ตลอดจนการลงทุน
ระหว่างประเทศสมาชิก โดยให้สอดคล้องกับกฎของแกตต์
4) ส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิก ปรับปรุงกฎเกณฑ์ทางการค้าให้เกิดความเป็นธรรมในหมู่ประเทศสมาชิก
6.10.2 พัฒนาการความร่วมมือของกลุ่มเอเปค
ความร่วมมือของสมาชิกในกลุ่มเอเปคได้พัฒนาขึ้นมาเป็นลำดับ ซึ่ง
ได้มีการประชุมระดับผู้นำทุกปีเป็นประจำ เพื่อร่างข้อตกลงร่วมกัน และจะประชุมผู้นำเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการประชุมระดับรัฐมนตรี การประชุมแต่ละครั้งได้ข้อสรุปดังนี้
1) การวางกรอบการดำเนินงานของเอเปค ได้มีการประชุมสมาชิกขึ้นเป็นครั้งแรกที่ออสเตรเลีย ระหว่างปี ค.. 1989-1993 ที่ประชุมเสนอแนวคิดที่จะสร้างประชาคมเอเชีย-แปซิฟิกเป็นภูมิภาคแบบเปิด
2) ให้มีการเปิดเสรีการค้า และการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกผลสืบเนื่องมาจากการประชุมสุดยอดผู้นำ ครั้งที่ 2 ที่อินโดนีเซีย ในปี ค.. 1994 ที่ประชุมได้ยอมรับหลักการที่จะมีเขตการค้าเสรี แต่ต้องคำนึงถึงความแตกต่างในระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และความพร้อมของแต่ละประเทศ โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกที่พัฒนาแล้วเปิดเสรีภายในปี ค.. 2010 แต่ประเทศที่กำลังพัฒนาให้เปิดเสรีในปี ค.. 2020
3) การประกาศวาระปฏิบัติการเปิดเสรี ในปี ค.. 1995 ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคครั้งที่ 3 ได้จัดทำแผนปฏิบัติการโอซาก้า เพื่อเป็นต้นแบบในการทำงานให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นเขตการค้าเสรี
4) ร่วมกันผลักดันมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จากการประชุมสุดยอดครั้งที่ 4 ที่ฟิลิปปินส์ สมาชิกตกลงร่วมกันผลักดันมาตรการหลายอย่าง เช่น การเปิดเสรีการค้า บริการ การลงทุนและสาธารณูปโภค ให้ความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจและวิชาการ และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สนับสนุนการลงทุนในธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
5) การเปิดเสรีล่วงหน้ารายสาขาตามความสมัครใจ ในที่ประชุมที่ประเทศแคนาดา ในปี ค.. 1997 ตกลงกันให้เปิดเสรีล่วงหน้าตามความสมัครใจถึง 15 สาขา ประกอบด้วยสินค้าและการบริการด้านสิ่งแวดล้อม เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์การแพทย์ พลังงาน ผลิตภัณฑ์จากป่า เป็นต้น ซึ่งไทยมีท่าทีคัดค้านการเปิดเสรีด้านผลิตภัณฑ์จากป่าและการประมง เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนต่อผู้ผลิตภายในประเทศ
6) ความล้มเหลวในการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค สืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจในเอเชีย ทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคต่อมาอีก 4 ครั้ง ไม่ประสบความสำเร็จ ครั้งที่ 6 ประชุมที่มาเลเซีย ผู้เข้าประชุมมุ่งอภิปรายวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและหาแนวทางแก้ปัญหา ครั้งที่ 7 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ และครั้งที่ 8 ที่บรูไน ความสนใจอยู่ที่เรื่องปัญหาติมอร์ตะวันออก การรับจีนเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก ส่วนครั้งที่ 9 ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน หัวข้อประชุมเป็นเรื่องผลกระทบจากการก่อวินาศกรรมในสหรัฐอเมริกา จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้การเปิดเสรีทางการค้าของกลุ่มเอเปคชะลอตัว แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาประเทศผู้นำก็ได้ลดความสำคัญของเอเปกหันไปสนใจการเจรจาในกรอบขององค์การการค้าโลก
6.10.3 ประเทศไทยกับเอเปค
ประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งเอเปก จึงได้รับประโยชน์หลายประการโดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการจากโครงการต่างๆ ของเอเปกเพื่อส่งเสริม การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาวิสาหกิจขนาดเล็ก และขนาดกลางตลอดจนการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร
การเป็นสมาชิกยังเป็นโอกาสให้ไทยเสริมสร้างอำนาจในการต่อรองเพื่อช่วยปกป้องผลประโยชน์ทางการค้า ในขณะเดียวกันการเปิดเสรีทางการค้า ย่อมส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมบางสาขาของไทยที่ยังด้อยประสิทธิภาพในการผลิต ฉะนั้นเพื่อให้ไทยได้เปรียบในการแข่งขันอุตสาหกรรมของไทยจะเป็นต้องปรับโครงสร้างการผลิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น ในปี ค.. 2003 ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปค หลายระดับดังนี้
1 ) การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส
ครั้งที่ 1 เดือน กุมภาพันธ์ ที่จังหวัดเชียงราย
ครั้งที่ 2 เดือน พฤษภาคม ที่จังหวัดขอนแก่น
ครั้งที่ 3 เดิอน กันยายน ที่จังหวัดภูเก็ต
2 ) การประชุมระดับรัฐมนตรีเอเปค ครั้งที่ 15 เดือน มิถุนายน ที่จังหวัดขอนแก่น
3) การประชุมระดับผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 11 เดือน ตุลาคม ที่กรุงเทพมหานคร
6.11 การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conferences on Trade and Development : UNCTAD)
อังค์ถัด เป็นองค์การระหว่างประเทศภายใต้กรอบ ขององค์การ สหประชาชาติเกิดขึ้นจากความพยายามและความร่วมมือของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมกันเรียกว่ากลุ่ม 77 (G77) มีการประชุมครั้งแรกที่นครเจนีวา ในปี ค.. 1964 เพื่อเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วร่วมมือหาทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคเกี่ยวกับการค้าและการพัฒนาของประเทศที่กำลังพัฒนา โดยให้ประเทศที่กำลังพัฒนามีส่วนในการพิจารณาตัดสินปัญหาเกี่ยวกับการค้าและการเงินระหว่างประเทศ
6.11.1 วัตถุประสงค์ของอังค์ถัด
1) เพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ที่มีระดับการพัฒนาแตกต่างกัน และมุ่งขจัดอุปสรรคต่าง ๆ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาได้รับผลประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ โดยการร่วมมือกับองค์การต่าง ๆ ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลกที่มีอยู่อย่างใกล้ชิด
2) เพื่อดำเนินงานด้านต่าง ๆ เช่น การเจรจา และต่อรองปัญหากฎหมายอัน
เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานอื่นของสหประชาชาติ
3) เป็นศูนย์กลางระดับโลกในการดำเนินงาน เพื่อให้นโยบายการค้าและการพัฒนาของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มเศรษฐกิจระดับภูมิภาคต่าง ๆ มีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน
6.11.2 บทบาทและผลงานขององค์การอังค์ถัด
การประชุม UNCTAD เริ่มจัดเป็นครั้งแรก เมื่อปี ค.. 1964 จนถึง
ปัจจุบัน มีการประชุมใหญ่ไปแล้ว 10 ครั้ง มีผลงานที่สำคัญดังนี้
1) ริเริ่มให้มีระบบสิทธิประโยชน์ทางการค้า โดยจัดทำโครงการให้สิทธิพิเศษ
ทางภาษีศุลกากร (Generalized System of Preference : GSP) ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่ประเทศกำลังพัฒนา GSP หมายถึง ระบบการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรทั่วไป ที่ประเทศพัฒนาแล้วให้แก่สินค้าที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศกำลังพัฒนา โดยการยกเว้นหรือลดหย่อนอากรขาเข้าแก่ สินค้าที่อยู่ในข่ายได้รับสิทธิพิเศษทางการค้า ทั้งนี้โดยประเทศผู้ให้สิทธิพิเศษฯ จะเป็นผู้ให้ฝ่ายเดียว โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น และไม่มีการเลือกปฏิบัติการดำเนินงานปัจจุบันมีระบบการให้ GSP ทั้งหมด 16 ระบบ โดยประเทศที่ได้รับสิทธิพิเศษฯ จะได้รับการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีขาเข้าภายใต้ GSP ในอัตราต่ำกว่าภาษีขาเข้าทั่วไปมีผลประโยชน์ต่อประเทศผู้ได้รับในด้านการส่งเสริมการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรม เพิ่มรายได้จากการส่งออกและเร่งรัดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
2) การให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน โดยการ
จัดทำโครงการให้สิทธิพิเศษทางการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ทั้งทางด้านภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากร (Global System of Trade Preference Among Developing Countries : GSTP) ซึ่งเป็นโครงการที่ประเทศกำลังพัฒนาให้สิทธิพิเศษระหว่างกัน สมาชิกกลุ่ม 77 ได้ยื่นรายการขอลดหย่อนสินค้าซึ่งกันและกัน รวม 1,627 รายการ ข้อตกลงแลกเปลี่ยนสินค้านี้มีผลบังคับใช้ ตั้งแต่ ค.. 1987 โครงการนี้ช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นและเกิดการขยายการค้าระหว่างประเทศกำลังพัฒนา
3) บทบาทในการแก้ปัญหาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเป็นผู้ริเริ่มจัดทำ
โครงการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยสินค้าโภคภัณฑ์จากการประชุมอังค์ถัด สมัยที่ 4 .. 1976 ที่ประชุมมีมติให้จัดตั้งโครงการร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์ โดยวางกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการผลิตอยู่ในระดับที่เหมาะสมทั้งระดับราคา การปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ส่งเสริมการขยายตัวด้านการค้า สินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกลงมี 8 ประเภท ได้แก่ กาแฟ น้ำตาล โกโก้ เนื้อโค นม ปอ และผลิตภัณฑ์ปอ ไม้เขตร้อน และยางธรรมชาติ เพื่อให้การดำเนินงานการข้อตกลงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ข้อตกลงสินค้าโภคภัณฑ์ได้กำหนดที่จะดำเนินการที่สำคัญ คือ
1) จัดตั้งองค์กรข้อตกลงสินค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ
2) ให้มีกลไกต่าง ๆ ในการเข้าแทรกแซงตลาด
3)ให้มีการดำเนินโครงการวิจัย และพัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการผลิต
4) จัดตั้งกองทุนร่วมเพื่อสินค้าโภคภัณฑ์
6.11.3 ประเทศไทยกับอังค์ถัด
ไทยรับเป็นเจ้าภาพจัดประชุมองค์การอังค์ถัดครั้งที่ 10 ในเดือนกุมภาพันธ์ ค..2000 ที่เชียงใหม่ การประชุมครั้งนี้เป็นรูปแบบใหม่ได้ให้ภาคประชาสังคม (Civil Society) ซึ่งประกอบด้วยภาคเอกชน องค์การเอกชนและนักวิชาการ เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐ ผลการประชุมได้พิจารณาเห็นชอบ สรุปได้ดังนี้
1) ปฏิญญากรุงเทพฯ (Bangkok Declaration) เป็นแผนแม่บทในการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก เป็นการกำหนดบทบาทของอังค์ถัดในสหัสวรรษใหม่ให้อำนวยประโยชน์ต่อกลุ่มประเทศสมาชิก
2) แผนปฏิบัติการกรุงเทพฯ (Bangkok Plan of Action) เป็นการนำวิธีการไปสู่การปฏิบัติให้ประเทศสมาชิกมีความเท่าเทียมกัน มีโอกาสที่จะรับการปฏิวัติทางเทคโนโลยี การเปิดตลาดการค้าสาขาต่าง ๆ และส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนบทบาทขององค์การอังค์ถัดที่ผ่านมา ยังไม่มีประสิทธิภาพในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกในกลุ่มที่กำลังพัฒนา การประชุมในประเทศไทยจึงเป็นความหวังที่จะประสานประเทศที่พัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนา ให้มีโอกาสเท่าเทียมกันเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน



7. องค์การระหว่างประเทศทางด้านการเมือง
เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ได้มีการประชุมสันติภาพขึ้น ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ค.. 1918 ตกลงจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ เพื่อรักษาสันติภาพและแก้ไขข้อขัดแย้งโดยสันติวิธี แต่สันนิบาตชาติก็ไม่สามารถรักษาสันติภาพของโลกได้ ในที่สุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงเกิดขึ้นอีก ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้มีความพยายามจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศขึ้นอีก องค์การระหว่างประเทศทางการเมืองที่สำคัญมีดังนี้
7.1 องค์การสหประชาติ (The United Nations)
องค์การสหประชาชาติ เป็นองค์การระหว่างประเทศระดับโลกที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.. 1945 ภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง โดยมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกามีสมาชิกประกอบด้วยประเทศเอกราชต่าง ๆ จากทุกภูมิภาคของโลก จากจำนวนสมาชิกก่อตั้ง 51 ประเทศในปี ค.. 1945 ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ตูวาลู (Tuvalu) เข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 5 กันยายน ค.. 2000 เป็นอันดับที่ 189
สวิตเซอร์แลนด์ เข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 10 กันยายน ค.. 2002 เป็นอันดับที่ 190
ติมอร์ตะวันออก เข้าเป็นสมาชิกเมื่อวันที่ 27 กันยายน ค.. 2002 เป็นอันดับที่ 191
7.1.1 วัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติ
องค์การสหประชาชาติได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.. 1945 เมื่อกฎบัตรสหประชาชาติมีผลบังคับใช้ กฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดวัตถุประสงค์ขององค์การสหประชาชาติไว้ดังนี้
1) เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติ และความมั่นคงระหว่างประเทศ
2) เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างประชาชาติทั้งปวง โดยยึดการ
เคารพต่อหลักการแห่งสิทธิอันเท่าเทียมกัน
3) เพื่อให้บรรลุถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ ในอันที่จะแก้ไขปัญหาระหว่าง
ประเทศทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือมนุษยธรรมและการส่งเสริมสนับสนุนการเคารพต่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นมูลฐานสำหรับทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา
4) เพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับการประสานงานของประชาชาติทั้งหลาย ให้กลมกลืนกันในอันที่จะบรรลุจุดหมายปลายทางร่วมกัน กล่าวได้ว่าองค์การสหประชาชาติ ก่อตั้งขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์ที่จะขจัดภัยพิบัติ อันเกิดจากสงคราม ประกันสิทธิมนุษยชน ตลอดจนส่งเสริมความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและสังคมของมวลมนุษยชาติ
7.1.2 หลักการขององค์การสหประชาชาติ
เพื่อให้องค์การสหประชาชาติสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ กฎบัตรสหประชาชาติได้วางหลักการที่องค์การสหประชาชาติ และประเทศสมาชิกจะพึงยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินการระหว่างประเทศ ดังนี้
1) หลักความเสมอภาคในอธิปไตย รัฐยอมมีอำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์
2) หลักความมั่นคงร่วมกัน เพื่อธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและความมั่นคงร่วมกัน
ดำเนินมาตรการร่วมกัน เพื่อป้องกันและขจัดการคุกคามต่อสันติภาพ
3) หลักเอกภาพระหว่างมหาอำนาจ ซึ่งได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส
รัสเซีย และจีน
4) หลักการไม่ใช้กำลัง และการระงับกรณีพิพาทโดยสันติวิธี
5) หลักความเป็นสากลขององค์การ เปิดกว้างแก่รัฐที่รักสันติทั้งปวง
6) หลักการเคารพเขตอำนาจศาลภายใน ปัญหาใดที่ประเทศสมาชิก
อ้างว่าเป็นกิจการภายใน สหประชาชาติจะไม่มีสิทธิหรืออำนาจเข้าแทรกแซง
7.1.3 องค์กรหลักขององค์การสหประชาชาติ
สหประชาชาติมีการดำเนินงานเกือบทั่วทั้งโลกโดยผ่านหน่วยงานหลัก 6 องค์กร ได้แก่
1) สมัชชา สมัชชาเป็นที่รวมของประเทศสมาชิกทั้งหมดของสหประชาชาติ
ซึ่งทุกประเทศมีสิทธิออกเสียงได้ 1 เสียง มีหน้าที่พิจารณาและให้คำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ ภายในกรอบของกฎบัตรสหประชาชาติ แม้ว่าสมัชชากำหนดเป้าหมายและกิจกรรมเพื่อการพัฒนาต่าง ๆ เรียกร้องให้มีการประชุมระดับโลกในหัวข้อสำคัญ ๆ และกำหนดปีสากลเพื่อเน้นความสนใจในประเด็นที่สำคัญ ๆ ของโลก สมัชชามีการประชุมสมัยสามัญปีละครั้ง การลงคะแนนเสียงในเรื่องทั่ว ๆ ใช้เสียงข้างมากแต่ถ้าเป็นปัญหาสำคัญจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 ของสมาชิกที่เข้าร่วมประชุม
2) คณะมนตรีความมั่นคงมีหน้าที่ และความรับผิดชอบในการธำรงรักษาสันติภาพและ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ประกอบด้วยสมาชิก 15 ประเทศ แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สมาชิกถาวร มี 5 ประเทศ คือ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และสมาชิกชั่วคราว มี 10 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งครั้ง 2 ปี ในกรณีประเทศสมาชิกถาวรประเทศใดประเทศหนึ่งออกเสียงคัดค้าน ถือว่าเป็นการใช้สิทธิยับยั้ง (Veto) อันจะมีผลทำให้เรื่องนั้น ๆ ตกไป ในยุคของสงครามเย็น การดำเนินงานของคณะมนตรีความมั่นคงประสบกับสภาวะชะงักงัน เนื่องจากการใช้สิทธิยับยั้งของประเทศมหาอำนาจ ปัจจุบันสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงไม่ว่าจะเป็นสมาชิกประจำหรือไม่ก็ตาม จะต้องงดเว้นออกเสียง เมื่อมีการพิจารณาปัญหาข้อพิพาทที่ตนเป็นคู่กรณีด้วย
3) คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคม มีหน้าที่สำคัญคือการส่งเสริมและจัดทำ ข้อเสนอแนะกิจกรรม ที่มุ่งเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงเรื่องการค้า การขนส่ง การพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาเศรษฐกิจ ประชากรและการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคมประกอบด้วยสมาชิก 54 ประเทศ อยู่ในตำแหน่งคราวละ 3 ปี การลงคะแนนเสียงใช้คะแนนเสียงข้างมาก ภายใต้คณะมนตรีเศรษฐกิจ และสังคม ประกอบด้วยคณะกรรมาธิการประจำภูมิภาคต่าง ๆ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมสำหรับเอเชียและแปซิฟิก(The Economic and Social Commission for Asia and The Pacific : ESCAP) สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร
4) คณะมนตรีภาวะทรัสตี ประกอบด้วย จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย อังกฤษ และ
สหรัฐอเมริกา มีหน้าที่ดูแลดินแดนในภาวะทรัสตีที่รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ รับผิดชอบอยู่ เพื่อให้มีการดำเนินงานเป็นขั้นตอนอันจะนำไปสู่การปกครองตนเอง หรือการได้รับเอกราช เดิมดินแดนในภาวะทรัสตีมี 11 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในแอฟริกาและมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้รับเอกราชไปหมดแล้ว ปาเลา (Palau) เป็นดินแดนในภาวะทรัสตีแห่งสุดท้าย เดิมอยู่ในความดูแลของสหรัฐอเมริกาได้รับเอกราชเมื่อเดือนตุลาคม ค.. 1994 ส่งผลให้คณะมนตรีภาวะทรัสตีหยุดการปฏิบัติงานอย่างเป็นทางการและจะประชุมเฉพาะเรื่องพิเศษตามความจำเป็น
                                    5) ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลกตั้งอยู่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นองค์การตุลาการที่สำคัญของสหประชาชาติ ประกอบด้วยผู้พิพากษา จำนวน 15 นาย อยู่ในตำแหน่งคราวละ 9 ปี คู่ความที่จะนำคดีขึ้นสู่ศาลได้จะต้องเป็นรัฐคู่กรณี ซึ่งเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ถ้ามิใช่สมาชิกจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสมัชชา เอกชน จะนำคดีมาสู่ศาลนี้ไม่ได้
                                                6) สำนักเลขาธิการ ทำหน้าที่ บริหารงานของสหประชาชาติภายใต้การนำของเลขาธิการ เลขาธิการสหประชาชาติเลือกตั้งโดยสมัชชาด้วยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามทั้งนี้โดยคำแนะนำของคณะมนตรีความมั่นคง เลขาธิการมีวาระอยูในตำแหน่งคราวละ 5 ปี โดยหลักการ เลขาธิการจะมาจากประเทศที่เป็นกลางหรือไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด หน้าที่สำคัญของเลขาธิการ คือ การรายงานสถานการณ์ระหว่างประเทศที่กระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศให้คณะมนตรีความมั่นคงทราบ และทำหน้าที่ทางการทูตของสหประชาชาติ ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งองค์การสหประชาชาติมาจนถึงปัจจุบัน มีผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติ ดังนี้
1. นายทริกเว ลี (Trygve Lie) จากประเทศนอรเว (..1946-1953)
2. นายดั๊ก ฮัมมาร์โชลด์ (Dag Hammarskjold) จากประเทศสวีเดน (.. 1953-1961)
3. นายอู ถั่น (U Thant) จากประเทศพม่า (.. 1961-1971)
4. นายคูร์ต วอลด์ไฮม์ (Kurt Waldheim) จากประเทศออสเตรีย (.. 1972-1981)
5. นายฮาเวียร์ เปเรส เดอ เควยาร์ (Javier Perez de Cuellar) จากประเทศเปรู (.. 1982-1991)
6. นายบรูโทรส บรูโทรส กาลี (Boutros Boutros Ghali) จากประเทศอียิปต์ (.. 1992-1996)
7. นายโคฟี อันนัน (Kofi Annan) จากประเทศกานา เข้ารับตำแหน่ง วันที่ 1 มกราคม ค.. 1997 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2001 ต่อมาได้รับเลือกเป็นเลขาธิการสหประชาชาติสมัยที่ 2 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ค.. 2002

นอกจากนั้นยังมีองค์กรพิเศษที่ทำงานในฐานะองค์การสหประชาชาติอีกหลายองค์การ เช่นทบวงการชำนาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ (Specialized Agencies) ซึ่งเป็นองค์การอิสระและปฏิบัติงานเฉพาะด้าน ทำหน้าที่ในการส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมของประเทศสมาชิกซึ่งจัดตั้งขึ้นตามความตกลงของรัฐบาล ในปัจจุบันมี 16 องค์การ ได้แก่ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) องค์การบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาหรือธนาคารโลก (IBRD/World Bank) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) องค์การอนามัยโลก (WHO) สหภาพไปรษณีย์สากล (UPU) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) สมาคมพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA) บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) องค์การกิจการทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) กองทุนระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) และมีองค์กรอิสระซึ่งมิใช่ทบวงชำนัญพิเศษ ได้แก่ ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยการพิกัดอัตราภาษีศุลกากรและการค้า (GATT) และสำนักงานพลังปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เป็นต้น
ในปัจจุบันองค์การสหประชาชาติ ได้จัดตั้งทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติเพื่อปฏิบัติงานอันใดอันหนึ่งหรือเฉพาะด้าน ซึ่งส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการส่งเสริมทางเศรษฐกิจ สังคมและการศึกษา ในบรรดาประเทศสมาชิกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศด้อยพัฒนา เช่น สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ซึ่งได้ดำเนินการในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมากมาย ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง องค์การสหประชาชาติ จึงเป็นองค์การหลักที่มีความสำคัญ
7.1.4 ผลงานขององค์การสหประชาชาติ
ตลอดระยะเวลา 50 กว่าปีที่ผ่านมา สหประชาชาติได้สร้างวิวัฒนาการของ
ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ครอบคลุมการดำเนินงานในด้านต่างๆ อย่างกว้างขวาง ผลงานของสหประชาชาติสรุปได้ดังนี้
1) ด้านการรักษาสันติภาพ โดยคณะมนตรีความมั่นคงได้ดำเนินมาตรการบีบบังคับ

ทั้งที่ไม่ใช้กำลังอาวุธและใช้กำลังทางอาวุธโดยความร่วมมือจากประเทศสมาชิกมาแล้ว 2 ครั้ง คือครั้งแรกในสงครามเกาหลีปี ค.. 1950 และสงครามอ่าวเปอร์เซียในกรณีที่อิรักส่งทหารเข้ายึดครองคูเวต ค.. 1991 สหประชาชาติยังรับหน้าที่เจรจาแก้ไขความขัดแย้ง เช่น การยุติสงครามอิรัก-อิหร่าน การถอนทหารโซเวียตออกจากอัฟกานิสถาน การยุติความขัดแย้งในกัมพูชา การยุติสงครามกลางเมืองในเอลซัลวาดอร์ สหประชาชาติยังได้ดำเนินการทูตหลังฉากในการป้องกันความขัดแย้งกว่า 50 กรณี ไม่ให้ขยายตัวเป็นสงคราม ปัจจุบันเกิดกระแสชาตินิยมท้องถิ่นทำให้เกิดความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐบาล ในขณะเดียวกันลักษณะความขัดแย้งได้เพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้น ทำให้ สหประชาชาติต้องส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไปปฏิบัติงาน
2) การส่งเสริมประชาธิปไตย สหประชาชาติได้ช่วยให้ประชาชนกว่า 45
ประเทศมีสิทธิออกเสียงในการเลือกตั้งที่เสรี และยุติธรรม เช่น ในนามิเบีย กัมพูชา เอลซัลวาดอร์ เอริเทรีย โมซัมบิก นิการากัว และล่าสุดในติมอร์ตะวันออก โดยสหประชาชาติได้ให้คำปรึกษา ความช่วยเหลือ และตรวจสอบผลการเลือกตั้ง
3) การส่งเสริมการพัฒนา โดยจัดสรรเงินทั้งเงินกู้และเงินให้เปล่าให้กับโครง
การพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) และองค์การระหว่างประเทศอื่น ๆ ได้วางแผนและดำเนินโครงการด้านการเกษตร อุตสาหกรรม การศึกษา และสิ่งแวดล้อมกว่า 5,000 โครงการ
4) การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน โดยคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนได้สืบสวนเรื่อง
ร้องเรียนเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน และได้กระตุ้นให้ประชาคมโลกสนใจในเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศต่าง ๆ จนก่อให้เกิดแรงกดดันระหว่างประเทศ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศนั้น ๆ
5) การปกป้องสิ่งแวดล้อมและชั้นโอโซน สหประชาชาติได้จัดประชุมนานาชาติว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ที่ริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล ใน ค.. 1992 ที่ประชุมได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อรักษาระดับก๊าซ เรือนกระจกในชั้นบรรยากาศโลกไม่ให้โลกร้อนขึ้น และลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่ออนุรักษ์และใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รับรองแผนปฏิบัติการ 21 (Agenda 21) สร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นระหว่างสิ่งแวดล้อมกับการพัฒนา เพื่อบรรลุ ถึงการพัฒนาแบบยั่งยืนและได้จัดประชุมนานาชาติชี้ให้เห็นอันตรายจากการสูญเสียชั้นโอโซน ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะที่ผ่านมา
6) การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยองค์การทรัพย์สินทาง

ปัญญาแห่งโลก (WIPO) ได้ให้ความคุ้มครองสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ และมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาเกือบ 3 ล้านชิ้น กฎบัตรดังกล่าวยังมีผลให้มีการคุ้มครองผลงานของศิลปิน นักประพันธ์เพลง และนักเขียนทั่วโลก
7) การอนุรักษ์และบูรณะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรม โดยองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ดำเนินการอนุรักษ์โบราณสถานใน 81 ประเทศ เช่น กรีซ อิยิปต์ อินโดนีเซีย กัมพูชา และไทย นอกจากนี้ยังได้จัดประชุมนานาชาติเพื่ออนุรักษ์ทรัพย์สินทางวัฒนธรรม

7.1.5 ประเทศไทยกับองค์การสหประชาชาติ
ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติลำดับที่ 55 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม
.. 1946 คนไทยที่ได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งสำคัญคือ พลตรีพระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ทรงได้รับเลือกเป็นประธานสมัชชาสมัยสามัญที่ 11 เมื่อปี ค.. 1956 ประเทศไทยนับว่ามีบทบาทสำคัญในการให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติในด้านต่าง ๆ ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
1) บทบาทด้านการส่งเสริมสันติภาพ และรักษาความมั่นคงระหว่างประเทศไทยได้ส่ง ทหารเข้าร่วมปฏิบัติการกับกองกำลังสหประชาชาติ เมื่อเกิดสงครามเกาหลีในปี ค.. 1950 จนสามารถสงบศึกได้ ในช่วงทศวรรษ 1980 เข้าช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งในกัมพูชาจนเกิดความสงบ และไทยยังได้มีบทบาทเข้าร่วมปฏิบัติการในการรักษาสันติภาพในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ดังเช่นในปัจจุบันได้ส่งทหารปีละ 5 นาย เข้าร่วมรักษาสันติภาพบริเวณชายแดนอิรักกับคูเวต ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจปีละ 5 นาย ร่วมปฏิบัติการรักษาสันติภาพในบอสเนีย-เฮอร์เซโกวินา ส่งทหาร 1581 นาย ร่วมปฏิบัติการในติมอร์ตะวันออก นอกจากภารกิจทางการทหารแล้วทหารไทยยังได้ให้คำแนะนำทางการเกษตรตามแนวคิดเศรษฐกิจแบบพอเพียงแก่ชาวติมอร์ตะวันออก อีกทั้งยังมีโครงการฝึกอบรมการจัดตั้งหมู่บ้านป้องกันตนเอง การฝึกอบรมด้านสาธารณสุขตลอดจนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม บทบาทของไทยในครั้งนี้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติและเป็นที่ชื่นชมของชาว ติมอร์ตะวันออก
2) บทบาทและความร่วมมือในด้านสังคม ดังเช่น ไทยให้ที่พักพิงแก่ผู้อพยพ
ชาวลาว กัมพูชา และเวียดนาม ตั้งแต่ปี ค.. 1975 ในระยะที่มีการสู้รบในประเทศเพื่อนบ้าน ได้รณรงค์ให้ประชาคมระหว่างประเทศสนใจปัญหาผู้อพยพ ปัจจุบันไทยยังรับภาระผู้ลี้ภัยจากการสู้รบในพม่ากว่าแสนคน ไทยยังได้พัฒนามาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนภายในประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน เพื่อรับพันธกรณีที่จะคุ้มครองสิทธิของ ประชาชนด้านต่าง ๆ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน นอกจากนี้ ไทยยังได้ร่วมมือกับสหประชาชาติในด้านการพัฒนา เช่น ปัญหาความยากจน การค้ามนุษย์ ยาเสพติด การฟอกเงิน การระบาดของเชื้อเอชไอวีและโรคอื่น ๆ
7.2 องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (North Atlantic Treaty Organization : NATO)
เป็นองค์การพันธมิตรทางทหารระหว่างสหรัฐอเมริกา และประเทศต่างๆ ในยุโรป ก่อตั้งเมื่อ ค.. 1949 ประกอบด้วยประเทศสมาชิก 16 ประเทศ คือ นอรเว เดนมาร์ก เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ ลักเซมเบอร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี สเปน โปรตุเกส อิตาลี กรีซ ตุรกี อังกฤษ ไอซ์แลนด์ สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ต่อมา ค.. 1999 มีการรับสมาชิกใหม่เพิ่มอีก 3 ประเทศ คือ โปแลนด์ เชค และฮังการี รวมเป็น 19 ประเทศ องค์การนาโต้มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
7.2.1 วัตถุประสงค์ขององค์การนาโต้
1) ต่อต้านอำนาจของสหภาพโซเวียต สกัดกั้นการขยายอิทธิพของคอมมิวนิสต์ในยุโรป
2) สร้างความมั่นคงร่วมกันระหว่างกลุ่มประเทศประชาธิปไตยในยุโรป โดย
มีสหรัฐอเมริกาและแคนาดาให้ความร่วมมือช่วยเหลือ
3) รักษาเสถียรภาพของยุโรป เป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา
ความขัดแย้งในยุโรป
7.2.2 บทบาทและการดำเนินงานขององค์การนาโต้
1) บทบาทในการป้องกันภัยคุกคามภูมิภาคยุโรป จากฝ่ายคอมมิวนิสต์โดย
มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ตลอดช่วงเวลาของสงครามเย็นองค์การนาโต้มีบทบาทสำคัญยิ่ง สามารถป้องกันยุโรปตะวันตกให้ปลอดภัยจากลัทธิคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งสหภาพโซเวียตล่มสลาย สงครามเย็นสิ้นสุดลง
2) บทบาทในการรักษาสันติภาพ และความมั่นคงให้เกิดขึ้นในสังคมโลก
เนื่องจากการได้รับเอกราชของประเทศบริวารคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออก ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่รุนแรงในอดีตยูโกสลาเวีย และในดินแดนสาธารณรัฐต่าง ๆ ของอดีตสหภาพโซเวียตจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง องค์การนาโต้ได้แสดงบทบาทในการรักษาสันติภาพด้วยการปฏิบัติการของกองกำลังนาโต้ ดังเช่นเมื่อเกิดสงครามในบอสเนียและสงครามในโคโซโว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย การปฏิบัติการทหารเต็มรูปแบบของนาโต้ ทำให้ยูโกสลาเวียยอมจำนน ความสงบจึงเกิดขึ้น
3) บทบาทในการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นการความร่วมมือ
ทางทหารกับรัสเซียและยุโรปตะวันออก จึงได้จัดตั้งมาตรการความร่วมมือที่เรียกว่า หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพ (Partnership for Peace) ขึ้นในปี ค.. 1994 ส่งผลให้จอร์จ ดับเบิลยู บุช (George W. Bush) ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และวลาดิเมียร์ ปูติน (Vladimir Putin) ประธานาธิบดีรัสเซีย ได้ลงนามสัญญามอสโก ตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์ครั้งใหญ่ที่สุด ในเดือนพฤษภาคม ค.. 2002 โดยแต่ละฝ่ายจะลดหัวรบนิวเคลียร์ ลง 2 ใน 3 ในระยะเวลา 10 ปี ผู้นำ รัสเซียยังได้ร่วมลงนามข้อตกลงความร่วมมือในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน ด้วย การจัดตั้งสภา นาโต้ รัสเซียขึ้นในเดือนพฤษภาคมปีเดียวกัน มีผลทำให้รัสเซียเข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจร่วมกันในเรื่องต่างๆ ดังเช่น การปราบปรามผู้ก่อการร้ายข้ามชาติ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางเชื้อชาติ การรักษาสิ่งแวดล้อมของโลก การปรับเปลี่ยนบทบาทขององค์การนาโต้ นับว่าสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปหลังยุคสงครามเย็น

บทสรุป
สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสิ้นสุดลงใน ค.. 1945 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของการเมืองโลก ประเทศมหาอำนาจที่เคยแสดงบทบาทก่อนสงคราม เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และญี่ปุ่นได้ลดบทบาทลง เนื่องจากได้รับความบอบช้ำและเสียหายจากสงคราม ในขณะที่สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตได้ก้าวเข้ามามีบทบาทเป็นมหาอำนาจแทนที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีความแข็งแกร่งทางศรษฐกิจ มีแสนยานุภาพทางทหาร มีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครองกลายเป็นมหาอำนาจที่โดดเด่น สหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกับประเทศพันธมิตรฝ่ายชนะสงครามจัดระเบียบโลกใหม่ เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเมือง และความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ อีกทั้งยังหาทางป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกขึ้นมาอีก ด้วยการจัดตั้งองค์การ สหประชาชาติขึ้น ด้วยหวังว่าจะช่วยจรรโลงให้เกิดสันติภาพในโลก แต่ปรากฏว่าความหวาดระแวงระหว่างมหาอำนาจทั้งสอง ที่มีความแตกต่างทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจนำไปสู่ความตึงเครียดในความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตจนกลายเป็นสงครามเย็นใน ค.. 1947 เป็นเหตุให้สังคมโลกตกอยู่ในภาวะตึงเครียดในช่วงเกือบครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา อันเป็นผลมาจากการแข่งขันการขยายอิทธิพลและการแทรกแซงของมหาอำนาจตามภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก ปลายทศวรรษที่ 1980 บรรยากาศความตึงเครียดได้ผ่อนคลายลง เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ของมหาอำนาจจากความขัดแย้งสู่ความร่วมมือ อีกทั้งยังมีการพังทลายของระบอบคอมมิวนิสต์ใน ยุโรปตะวันออก ติดตามด้วยการทำลายกำแพงเบอร์ลิน การรวมเยอรมนีและการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในที่สุด กล่าวได้ว่าสงครามเย็นได้สิ้นสุดลงพร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในต้นทศวรรษที่ 1990 เมื่อรัสเซียซึ่งเป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ในอดีต สหภาพโซเวียตต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาเชื้อชาติ จนไม่สามารถก้าวขึ้นมาแข่งขันกับสหรัฐอเมริกาได้ อย่างไรก็ตามแม้สงครามเย็นจะยุติลงแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าสังคมโลกจะได้พบกับสันติภาพที่ถาวร สังคมโลกยุคใหม่ที่เรียกว่า ยุคโลกาภิวัตน์ แท้ที่จริงแล้วกระบวนการโลกาภิวัตน์ คือ การครอบงำโลกทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของอภิมหาอำนาจ ซึ่งสามารถแผ่อิทธิพลของตนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆ ผลกระทบของกระบวนการโลกาภิวัตน์โดยตรงต่อชาติที่เจริญทางเทคโนโลยีการสื่อสารที่ด้อยกว่าคือ การทำลายกำแพงวัฒนธรรม เอกลักษณ์ของประชาชาติทั้งหลาย ในขณะเดียวกันพบว่าหลายส่วนของโลกยังมีสงครามภายในรุนแรง อันเกิดจากความขัดแย้งทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมตลอดจนการแย่งชิงผลประโยชน์ สังคมโลกยังต้องเผชิญกับปัญหาท้าทายใหม่ๆ เช่น ปัญหาโรคเอดส์ที่ยังไม่มีตัวยาชนิดใดจะเยียวยาได้ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ตลอดจนปัญหาการก่อการร้ายข้ามชาติ ปัญหาเหล่านี้ได้กลายเป็นปัญหาไร้พรมแดน ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาคมโลกจะต้องร่วมมือกันหาทางแก้ไข ในขณะเดียวกัน เราได้เห็นความพยายามขององค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษต่างๆ ที่ได้พยายามเข้าไปแก้ปัญหาของสังคม โลกทั้งทาง ด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ประเทศไทยในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมโลก ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศทั้งในระดับโลก และระดับภูมิภาค ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของชาติอีกทั้งยังเป็นการเสริมสร้างบทบาทของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
สังคมโลกในอนาคตจะพบกับสันติสุขได้ หากทุกประเทศให้ความร่วมมือกันไม่ เอารัดเอาเปรียบ เน้นการพัฒนาอย่างมีทิศทาง สมดุลและยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น